Royce Lab International

Form Matters

สารอาหารชนิดเดียวกัน อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์เหมือนกันเสมอไป รูปแบบของสารสำคัญสามารถส่งผลต่อความคงตัว การดูดซึม และประสิทธิภาพในการทำงานภายในร่างกาย เรียนรู้ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการพัฒนาสูตร มีบทบาทอย่างไรต่ออาหารเสริมที่เราเลือกในทุกวันนี้

1. VITAMIN C ไม่ได้มีแค่วิตามินซีแบบเดียว

วิวัฒนาการของวิตามินซี จากอดีตสู่เทคโนโลยีลิโพโซม เมื่อพูดถึงวิตามินซี คนส่วนใหญ่มักคิดว่าวิตามินซีทุกชนิดเหมือนกันแต่ในความเป็นจริง นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนารูปแบบของวิตามินซีมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านการดูดซึม ความคงตัว และความสบายของระบบทางเดินอาหาร เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมปัจจุบันจึงมีเทคโนโลยีอย่าง Liposomal Vitamin C เราต้องย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของวิตามินซีก่อน

ยุคที่ 1 Ascorbic Acid

Ascorbic Acid หรือกรดแอสคอร์บิก คือวิตามินซีรูปแบบดั้งเดิมที่ใช้กันมานานที่สุด และมีงานวิจัยรองรับมาอย่างยาวนาน มีข้อดีด้านราคา แต่มีความเป็นกรด เสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสความร้อน แสง ความชื้น หรือออกซิเจน และมีข้อจำกัดด้านการดูดซึมเมื่อรับประทานในปริมาณสูง และ Ascorbic Acid มีความเป็นกรดตามธรรมชาติ ในบางคน หรือ โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานในปริมาณสูง อาจเกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือรู้สึกไม่สบายท้องได้

นอกจากนี้ การดูดซึมวิตามินซีในลำไส้อาศัยตัวขนส่งเฉพาะ (Vitamin C Transporter) เมื่อรับประทานในปริมาณมาก ความสามารถในการดูดซึมจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามปริมาณที่รับประทานเสมอไป กล่าวง่าย ๆ คือ การรับประทานวิตามินซีมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะดูดซึมได้มากขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

ยุคที่ 2 Buffered Vitamin C

Buffered Vitamin C หรือ กลุ่ม Mineral Ascorbate จากปัญหาเรื่องการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามพัฒนาวิตามินซีให้มีความอ่อนโยนต่อกระเพาะอาหารมากขึ้น จึงเกิดวิตามินซีกลุ่ม Mineral Ascorbate ขึ้น เช่น

  • Sodium Ascorbate
  • Calcium Ascorbate
  • Magnesium Ascorbate

วิตามินซีกลุ่มนี้มีความเป็นกรดน้อยลง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่รับประทาน Ascorbic Acid แล้วระคายเคืองกระเพาะอาหาร แม้ว่าจะช่วยเพิ่มความสบายในการรับประทาน แต่ข้อจำกัดด้านการดูดซึมยังคงใกล้เคียงกับวิตามินซีรูปแบบเดิม นักวิทยาศาสตร์จึงเริ่มตั้งคำถามใหม่ “หากเราไม่ได้เปลี่ยนตัววิตามินซี แล้วเปลี่ยนวิธีการส่งวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายแทนล่ะ?”

ยุคที่ 3 Liposomal Technology

Liposomal Technology คือการพัฒนาเทคโนโลยีการนำส่งสารอาหาร แทนที่จะมุ่งเน้นที่ตัววิตามินซีเพียงอย่างเดียว นักวิจัยเริ่มให้ความสำคัญกับ “ระบบนำส่งสารอาหาร” เพราะต่อให้สารอาหารดีเพียงใด หากดูดซึมได้น้อย ประสิทธิภาพก็อาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ แนวคิดนี้นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยปกป้องสารอาหารและสนับสนุนการดูดซึม หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ Liposomal Technology

Liposomal Vitamin C ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างของวิตามินซี แต่เปลี่ยน “วิธีการนำส่ง” โดยนำวิตามินซีไปห่อหุ้มอยู่ภายในอนุภาคฟอสโฟลิพิดขนาดเล็กที่เรียกว่า Liposome ฟอสโฟลิพิดเป็นองค์ประกอบเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ของร่างกาย จึงถูกนำมาใช้เป็นระบบนำส่งสารอาหารในหลากหลายเทคโนโลยีทางการแพทย์และโภชนาการ

แนวคิดของ Liposomal Technology คือ

  • ช่วยปกป้องสารอาหารระหว่างการเดินทางผ่านระบบทางเดินอาหาร
    • ช่วยเพิ่มความคงตัวของสารอาหาร
    • ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการดูดซึมและการนำส่งสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่ไม่ใช่การพัฒนาวิตามินซีรูปแบบใหม่ แต่เป็นการพัฒนาระบบนำส่งวิตามินซีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แล้วแบบไหนดีที่สุด?

คำตอบคือ ไม่มีวิตามินซีรูปแบบใดที่เหมาะกับทุกคน

Ascorbic Acid เป็นวิตามินซีที่ใช้มาอย่างยาวนาน มีข้อดีด้านราคา และ มีข้อมูลการใช้งาน แต่มีข้อจำกัดคือมีความเป็นกรด เสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสความร้อน แสง ความชื้น หรือออกซิเจน และมีข้อจำกัดด้านการดูดซึมเมื่อรับประทานในปริมาณสูง

Buffered Vitamin C เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความเป็นกรดหรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านการดูดซึมในลักษณะใกล้เคียงกับ Ascorbic Acid

Liposomal Vitamin C ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการนำส่งสารอาหาร ช่วยเพิ่มความคงตัวของวิตามินซี ลดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร และออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการดูดซึมและการนำส่งวิตามินซีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ละรูปแบบจึงมีจุดเด่นและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

ที่ Royce Lab เราเชื่อว่า การเลือกสารอาหาร ไม่ควรมองเพียงชื่อของสารสำคัญบนฉลาก แต่ควรเข้าใจถึงรูปแบบ โครงสร้าง และเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง เพราะในโลกของโภชนาการ “สารอาหารชนิดเดียวกัน อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์เหมือนกันเสมอไป”และนั่นคือเหตุผลที่ Form Matters.